การอยู่อย่างมีเพื่อนสอง



ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ !

ด้วยเหตุเพียงเท่าไรหนอ ภิกษุจึงชื่อว่า
เป็นผู้มีการอยู่อย่างมีเพื่อนสอง พระเจ้าข้า


มิคชาละ !
รูปทั้งหลายอันจะพึงเห็นได้ด้วยจักษุ
อันเป็นรูปที่น่าปรารถนา น่ารักใคร่
น่าพอใจ มีลักษณะน่ารัก
เป็นที่เข้าไปตั้งอาศัยอยู่แห่งความใคร่
เป็นที่ตั้งแห่งความกำหนัดย้อมใจ มีอยู่


ถ้าหากว่าภิกษุ ย่อมเพลิดเพลิน
พร่ำสรรเสริญ สยบมัวเมา ซึ่งรูปนั้นไซร้


แก่ภิกษุ
ผู้เพลิดเพลิน พร่ำสรรเสริญ
สยบมัวเมา ซึ่งรูปนั้นอยู่นั่นแหละ

นันทิ ย่อมเกิดขึ้น


เมื่อนันทิ มีอยู่
สาราคะ ย่อมมี


เมื่อสาราคะ มีอยู่
สัญโญคะ ย่อมมี



มิคชาละ !
ภิกษุผู้ประกอบพร้อมแล้ว
ด้วยการผูกจิตติดกับอารมณ์
ด้วยอำนาจแห่งความเพลิน


นั่นแล เราเรียกว่า
ผู้มีการอยู่อย่างมีเพื่อนสอง



… … … … … … …

ในกรณีแห่ง
เสียงทั้งหลาย อันจะพึงได้ยินด้วยหู
กลิ่นทั้งหลาย อันจะพึงดมด้วยจมูก
รสทั้งหลาย อันจะพึงลิ้มด้วยลิ้น
โผฏฐัพพะทั้งหลาย อันจะพึงสัมผัสด้วยผิวกาย
และธรรมารมณ์ทั้งหลาย อันจะพึงรู้แจ้งด้วยใจ

ก็ทรงตรัสอย่างเดียวกัน


… … … … … … …


มิคชาละ !
ภิกษุผู้มีการอยู่ด้วยอาการอย่างนี้

แม้จะส้องเสพเสนาสนะ อันเป็นป่าและป่าชัฏ
ซึ่งเงียบสงัด มีเสียงรบกวนน้อย
มีเสียงกึกก้องครึกโครมน้อย
ปราศจากลมจากผิวกายคน
เป็นที่ทำการลับของมนุษย์
เป็นที่สมควรแก่การหลีกเร้น เช่นนี้แล้วก็ตาม


ถึงกระนั้น ภิกษุนั้นเราก็ยังคงเรียกว่า
ผู้มีการอยู่อย่างมีเพื่อนสองอยู่นั่นเอง


ข้อนั้นเพราะเหตุไรเล่า ?


ข้อนั้นเพราะเหตุว่า
ตัณหานั่นแล เป็นเพื่อนสองของภิกษุนั้น
ตัณหานั้น อันภิกษุนั้นยังละไม่ได้แล้ว


เพราะเหตุนั้น ภิกษุนั้นเราจึงเรียกว่า
ผู้มีการอยู่อย่างมีเพื่อนสอง ดังนี้




ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ !

ด้วยเหตุเพียงเท่าไรหนอ ภิกษุจึงชื่อว่า
เป็นผู้มีการอยู่อย่างอยู่ผู้เดียว พระเจ้าข้า


มิคชาละ !
รูปทั้งหลายอันจะพึงเห็นได้ด้วยจักษุ
อันเป็นรูปที่น่าปรารถนา น่ารักใคร่
น่าพอใจ มีลักษณะน่ารัก
เป็นที่เข้าไปตั้งอาศัยอยู่แห่งความใคร่
เป็นที่ตั้งแห่งความกำหนัดย้อมใจ มีอยู่


ถ้าหากว่าภิกษุ ย่อมไม่เพลิดเพลิน
ไม่พร่ำสรรเสริญ ไม่สยบมัวเมา ซึ่งรูปนั้นไซร้


แก่ภิกษุ
ผู้ไม่เพลิดเพลิน ไม่พร่ำสรรเสริญ
ไม่สยบมัวเมา ซึ่งรูปนั้นนั่นแหละ

นันทิ ย่อมดับ


เมื่อนันทิ ไม่มีอยู่
สาราคะ ย่อมไม่มี


เมื่อสาราคะ ไม่มีอยู่
สัญโญคะ ย่อมไม่มี



มิคชาละ !
ภิกษุผู้ไม่ประกอบพร้อมแล้ว
ด้วยการผูกจิตติดกับอารมณ์
ด้วยอำนาจแห่งความเพลิน


นั่นแล เราเรียกว่า
ผู้มีการอยู่อย่างอยู่ผู้เดียว



… … … … … … …

ในกรณีแห่ง

เสียงทั้งหลาย อันจะพึงได้ยินด้วยหู
กลิ่นทั้งหลาย อันจะพึงดมด้วยจมูก
รสทั้งหลาย อันจะพึงลิ้มด้วยลิ้น
โผฏฐัพพะทั้งหลาย อันจะพึงสัมผัสด้วยผิวกาย
และธรรมารมณ์ทั้งหลาย อันจะพึงรู้แจ้งด้วยใจ

ก็ทรงตรัสอย่างเดียวกัน

… … … … … … …


มิคชาละ !
ภิกษุผู้มีการอยู่ด้วยอาการอย่างนี้

แม้อยู่ในหมู่บ้านอันเกลื่อนกล่นไปด้วย
ภิกษุ ภิกษุณี อุบาสก อุบาสิกาทั้งหลาย
ด้วยพระราชา มหาอำมาตย์ของพระราชาทั้งหลาย
ด้วยเดียรถีย์ สาวกของเดียรถีย์ทั้งหลายก็ตาม


ถึงกระนั้น ภิกษุนั้นเราก็เรียกว่า
ผู้มีการอยู่อย่างอยู่ผู้เดียวโดยแท้


ข้อนั้นเพราะเหตุไรเล่า ?


ข้อนั้นเพราะเหตุว่า
ตัณหานั่นแล เป็นเพื่อนสองของภิกษุนั้น
ตัณหานั้น อันภิกษุนั้นละเสียได้แล้ว


เพราะเหตุนั้น ภิกษุนั้นเราจึงเรียกว่า
ผู้มีการอยู่อย่างอยู่ผู้เดียว ดังนี้แล



( บาลี – สฬา. สํ. ๑๘/๔๓–๔๕/๖๖-๖๗ )
เทียบเคียงพระไตรปิฎกบาลีสยามรัฐ กดที่นี้


Create by buddha-quote.com