การปรินิพพานของตถาคต



สารีบุตร !
มีสมณพราหมณ์พวกหนึ่ง
กล่าวอย่างนี้ เห็นอย่างนี้ว่า


ชั่วเวลาที่บุรุษนี้ยังเป็นหนุ่มมีผมดำสนิท
ประกอบด้วยความหนุ่มแน่น
ตั้งอยู่ในปฐมวัย ก็ยังคงประกอบด้วย
ปัญญาอันเฉียบแหลมว่องไวอยู่เพียงนั้น


เมื่อใดบุรุษนี้แก่เฒ่า เป็นผู้ใหญ่
ล่วงกาลนาน ผ่านวัยไปแล้วมีอายุ ๘๐ ปี
๙๐ ปี หรือ ๑๐๐ ปี จากการเกิด


เมื่อนั้น เขาย่อมเป็นผู้เสื่อมสิ้น
จากปัญญาอันเฉียบแหลมว่องไว


สารีบุตร !
ข้อนี้ เธออย่าพึงเห็นอย่างนั้น


เรานี้แลในบัดนี้
เป็นคนแก่เฒ่า เป็นผู้ใหญ่
ล่วงกาลผ่านวัยมาแล้ว
วัยของเรานับได้ ๘๐ ปี
๙๐ ปี หรือ ๑๐๐ ปีจากการเกิด


สารีบุตร !
ธรรมเทศนาที่แสดงไปนั้น
ก็มิได้แปรปรวน


บทพยัญชนะแห่งธรรมของตถาคต
ก็มิได้แปรปรวน


ปฏิภาณในการตอบปัญหาของตถาคต
ก็มิได้แปรปรวน



สารีบุตร !
แม้ว่าเธอทั้งหลาย จักนำเราไปด้วยเตียงน้อย
ความแปรปรวนเป็นอย่างอื่นแห่งปัญญา
อันเฉียบแหลมว่องไวของตถาคต ก็มิได้มี


สารีบุตร !
ถ้าผู้ใดจะพึงกล่าวให้ถูก ให้ชอบว่า


สัตว์มีความไม่หลงเป็นธรรมดาบังเกิดขึ้นในโลก
เพื่อประโยชน์เกื้อกูล เพื่อความสุขแก่มหาชน
เพื่ออนุเคราะห์โลก เพื่อประโยชน์
เพื่อความเกื้อกูล เพื่อความสุข
แก่เทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย ดังนี้แล้ว


ผู้นั้นพึงกล่าว ซึ่งเราผู้เดียวเท่านั้น




( บาลี – มู. ม. ๑๒/๑๖๓-๑๖๕/๑๙๒ )
เทียบเคียงพระไตรปิฎกบาลีสยามรัฐ กดที่นี้




ลำดับนั้น พระอานนท์ผู้มีอายุ
ได้เข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคถึงที่ประทับ ถวายอภิวาท
แล้วลูบคลำทั่วพระกายของพระผู้มีพระภาคอยู่

พลางกล่าวถ้อยคำนี้ ว่า




ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ !
ข้อนี้น่าอัศจรรย์ ข้อนี้ไม่เคยมีมาก่อน


ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ !
บัดนี้ ฉวีวรรณของพระผู้มีพระภาค
ไม่บริสุทธิ์ผุดผ่องเหมือนแต่ก่อน
และ
พระกายก็เหี่ยวย่นหย่อนยาน
มีพระองค์ค้อมไปข้างหน้า


อินทรีย์ทั้งหลายก็เปลี่ยนเป็นอย่างอื่นไปหมด
ทั้ง
พระจักษุ โสตะ ฆานะ ชิวหา กายะ


อานนท์ !
นั่นต้องเป็นอย่างนั้น คือ


ความชรา มีอยู่ในความหนุ่ม
ความเจ็บไข้ มีอยู่ในความไม่มีโรค
ความตาย มีอยู่ในชีวิต



ฉวีวรรณจึงไม่บริสุทธิ์ผุดผ่องเสียแล้ว
และกายก็เหี่ยวย่นหย่อนยาน มีตัวค้อมไปข้างหน้า
อินทรีย์ทั้งหลายก็เปลี่ยนเป็นอย่างอื่นไปหมด
ทั้งตา หู จมูก ลิ้น กาย ดังนี้


พระผู้มีพระภาคครั้นตรัสคำนี้แล้ว
ได้ตรัสข้อความนี้ อีกว่า



โธ่เอ๋ย !
ความแก่อันชั่วช้าเอ๋ย !
อันทำความน่าเกลียดเอ๋ย !


กายที่น่าพอใจ
บัดนี้ก็ถูกความแก่ย่ำยีหมดแล้ว


แม้ใครจะมีชีวิตอยู่ตั้งร้อยปี
ทุกคนก็ยังมีความตายเป็นที่ไปในเบื้องหน้า
ความตายไม่ยกเว้นให้แก่ใคร มันย่ำยีหมดทุกคน




( บาลี – มหาวาร. สํ. ๑๙/๒๘๗-๒๘๘/๙๖๓-๙๖๕ )
เทียบเคียงพระไตรปิฎกบาลีสยามรัฐ กดที่นี้




อานนท์ !
บัดนี้ เรามีสติสัมปชัญญะ
ปลงอายุสังขารแล้ว ณ ปาวาลเจดีย์นี้


พระอานนท์ได้สติ จึงทูลขอให้ดำรงพระชนม์ชีพ
อยู่ด้วยอิทธิบาทภาวนา
กัปป์หนึ่งหรือยิ่งกว่ากัปป์


ทรงปฏิเสธ



อานนท์ !
อย่าเลย อย่าวิงวอนตถาคตเลย
มิใช่เวลาจะวิงวอนตถาคตเสียแล้ว


พระอานนท์ทูลวิงวอนอีก จนครบสามครั้ง
ได้รับพระดำรัสตอบอย่างเดียวกัน ตรัสว่า

เป็นความผิดของพระอานนท์ผู้เดียว
แล้วทรงจาระไนสถานที่ ๑๖ แห่ง
ที่เคยให้โอกาสแก่พระอานนท์ในเรื่องนี้
แต่พระอานนท์ รู้ไม่ทันสักครั้งเดียว



อานนท์ !
ในที่นั้น ๆ ถ้าเธอวิงวอนตถาคต
ตถาคตจักห้ามเสียสองครั้ง
แล้วจักรับคำในครั้งที่สาม



( บาลี – มหา. ที. ๑๐/๑๓๑-๑๓๕/๑๐๒ )
เทียบเคียงพระไตรปิฎกบาลีสยามรัฐ กดที่นี้




อานนท์ !
ตถาคตได้บอกแล้วมิใช่หรือว่า


สัตว์จะต้องพลัดพราก
จากของรักของชอบใจทั้งสิ้น


สัตว์จะได้ตามปรารถนา
ในสังขารนี้ แต่ที่ไหนเล่า


ข้อที่สัตว์จะหวังเอาสิ่งที่เกิดแล้ว เป็นแล้ว
มีปัจจัยปรุงแต่งแล้ว มีการแตกดับเป็นธรรมดา
ว่าสิ่งนี้อย่าฉิบหายเลย ดังนี้


ย่อมไม่เป็นฐานะที่มีได้ เป็นได้


สัตว์ทั้งปวง ทั้งที่เป็นคนหนุ่ม คนแก่
ทั้งที่เป็นคนพาลและบัณฑิต ทั้งที่มั่งมีและยากจน
ล้วนแต่มีความตาย เป็นที่ไปถึงในเบื้องหน้า



เปรียบเหมือนภาชนะดิน ที่ช่างหม้อปั้นแล้ว
ทั้งเล็กและใหญ่ ทั้งที่สุกแล้วและยังดิบ
ล้วนแต่มีการแตกทำลายเป็นที่สุด ฉันใด


ชีวิตแห่งสัตว์ทั้งหลาย
ก็มีความตายเป็นเบื้องหน้า ฉันนั้น


วัยของเราแก่หง่อมแล้ว
ชีวิตของเราริบหรี่แล้ว เราจักละพวกเธอไป
สรณะของตัวเอง เราได้ทำไว้แล้ว



ภิกษุทั้งหลาย !
พวกเธอจงเป็นผู้ไม่ประมาท
มีสติ มีศีลเป็นอย่างดี
มีความดำริอันตั้งไว้แล้วด้วยดี


ตามรักษาซึ่งจิตของตนเถิด


ในธรรมวินัยนี้ ภิกษุใดเป็นผู้ไม่ประมาทแล้ว
จักละชาติสงสาร ทำที่สุดแห่งทุกข์ได้



( บาลี – มหา. ที. ๑๐/๑๔๑-๑๔๒/๑๐๘ )
เทียบเคียงพระไตรปิฎกบาลีสยามรัฐ กดที่นี้


Create by buddha-quote.com