เข้าใจเขา เข้าใจเรา



พราหมณ์และคฤหบดีทั้งหลาย
เราจักแสดงธรรมปริยาย
อันควรน้อมเข้ามาในตน แก่ท่านทั้งหลาย

ท่านทั้งหลายจงฟังธรรมปริยายนั้น
จงใส่ใจให้ดี เราจักกล่าว

พราหมณ์และคฤหบดีทั้งหลาย
ธรรมปริยายที่ควรน้อมเข้ามาในตน
เป็นอย่างไรเล่า ?



( ๑ )
อริยสาวกในธรรมวินัยนี้
ย่อมพิจารณาเห็นดังนี้ว่า

เราอยากเป็นอยู่ ไม่อยากตาย รักสุข เกลียดทุกข์
ผู้ใดจะปลงเรา ผู้อยากเป็นอยู่ ไม่อยากตาย
รักสุข เกลียดทุกข์ เสียจากชีวิต
ข้อนั้นไม่เป็นที่รักที่ชอบใจของเรา

อนึ่ง เราพึงปลงผู้อื่น ผู้อยากเป็นอยู่ ไม่อยากตาย
รักสุข เกลียดทุกข์ เสียจากชีวิต
ข้อนั้นก็ไม่เป็นที่รักที่ชอบใจแม้ของผู้อื่น

ธรรมข้อใด ไม่เป็นที่รักที่ชอบใจของเรา
ธรรมข้อนั้น ก็ไม่เป็นที่รักที่ชอบใจแม้ของผู้อื่น

ธรรมข้อใด ไม่เป็นที่รักที่ชอบใจของเรา
เราจะพึงประกอบผู้อื่นไว้ด้วยธรรมข้อนั้นได้อย่างไร

อริยสาวกนั้นพิจารณาเห็นดังนั้นแล้ว
ตนเองย่อมงดเว้นจากปาณาติบาตด้วย
ชักชวนผู้อื่นเพื่องดเว้นจากปาณาติบาตด้วย
กล่าวสรรเสริญคุณแห่งการงดเว้นปาณาติบาตด้วย

กายสมาจาร ของอริยสาวกนั้น
ย่อมบริสุทธิ์โดยส่วนสามอย่างนี้



( ๒ )
พราหมณ์และคฤหบดีทั้งหลาย
อีกประการหนึ่ง
อริยสาวกย่อมพิจารณาเห็นดังนี้ว่า

ผู้ใดพึงถือเอาสิ่งของ
ที่เรามิได้ให้ ด้วยอาการขโมย
ข้อนั้นไม่เป็นที่รักที่ชอบใจของเรา

อนึ่ง เราพึงถือเอาสิ่งของ
ที่ผู้อื่นมิได้ให้ ด้วยอาการขโมย
ข้อนั้นก็ไม่เป็นที่รักที่ชอบใจแม้ของผู้อื่น

ธรรมข้อใด ไม่เป็นที่รักที่ชอบใจของเรา
ธรรมข้อนั้น ก็ไม่เป็นที่รักที่ชอบใจแม้ของผู้อื่น

ธรรมข้อใด ไม่เป็นที่รักที่ชอบใจของเรา
เราจะพึงประกอบผู้อื่นไว้ด้วยธรรมข้อนั้นได้อย่างไร

อริยสาวกนั้นพิจารณาเห็นดังนี้แล้ว
ตนเองย่อมงดเว้นจากอทินนาทานด้วย
ชักชวนผู้อื่นเพื่อให้งดเว้นจากอทินนาทานด้วย
กล่าวสรรเสริญคุณแห่งการงดเว้นจากอทินนาทานด้วย

กายสมาจาร ของอริยสาวกนั้น
ย่อมบริสุทธิ์โดยส่วนสามอย่างนี้



( ๓ )
พราหมณ์และคฤหบดีทั้งหลาย
อีกประการหนึ่ง
อริยสาวกย่อมพิจารณาเห็นดังนี้ว่า

ผู้ใดพึงถึงความประพฤติ ( ผิด ) ในภริยาของเรา
ข้อนั้นไม่เป็นที่รักที่ชอบใจของเรา

อนึ่ง เราพึงถึงความประพฤติ ( ผิด ) ในภริยาของผู้อื่น
ข้อนั้นก็ไม่เป็นที่รักที่ชอบใจแม้ของผู้อื่น

ธรรมข้อใด ไม่เป็นที่รักที่ชอบใจของเรา
ธรรมข้อนั้น ก็ไม่เป็นที่รักที่ชอบใจแม้ของผู้อื่น

ธรรมข้อใด ไม่เป็นที่รักที่ชอบใจของเรา
เราจะพึงประกอบผู้อื่นไว้ด้วยธรรมข้อนั้นได้อย่างไร

อริยสาวกนั้นพิจารณาเห็นดังนี้แล้ว
ตนเองย่อมงดเว้นจากกาเมสุมิจฉาจารด้วย
ชักชวนผู้อื่นเพื่อให้งดเว้นจากกาเมสุมิจฉาจารด้วย
กล่าวสรรเสริญคุณแห่งการงดเว้นจากกาเมสุมิจฉาจารด้วย

กายสมาจาร ของอริยสาวกนั้น
ย่อมบริสุทธิ์โดยส่วนสามอย่างนี้



( ๔ )
พราหมณ์และคฤหบดีทั้งหลาย
อีกประการหนึ่ง
อริยสาวกย่อมพิจารณาเห็นดังนี้ว่า

ผู้ใดพึงทำลายประโยชน์ของเราด้วยการกล่าวเท็จ
ข้อนั้นไม่เป็นที่รักที่่ชอบใจของเรา

อนึ่ง เราพึงทำลายประโยชน์ของผู้อื่นด้วยการกล่าวเท็จ
ข้อนั้นก็ไม่เป็นที่รักที่ชอบใจแม้ของผู้อื่น

ธรรมข้อใด ไม่เป็นที่รักที่ชอบใจของเรา
ธรรมข้อนั้น ก็ไม่เป็นที่รักที่ชอบใจแม้ของผู้อื่น

ธรรมข้อใด ไม่เป็นที่รักที่ชอบใจของเรา
เราจะพึงประกอบผู้อื่นไว้ด้วยธรรมข้อนั้นได้อย่างไร

อริยสาวกนั้นพิจารณาเห็นดังนี้แล้ว
ตนเองย่อมงดเว้นจากมุสาวาทด้วย
ชักชวนผู้อื่นเพื่อให้งดเว้นจากมุสาวาทด้วย
กล่าวสรรเสริญคุณแห่งการงดเว้นจากมุสาวาทด้วย

วจีสมาจาร ของอริยสาวกนั้น
ย่อมบริสุทธิ์โดยส่วนสามอย่างนี้



( ๕ )
พราหมณ์และคฤหบดีทั้งหลาย
อีกประการหนึ่ง
อริยสาวกย่อมพิจารณาเห็นดังนี้ว่า

ผู้ใดพึงยุยงให้เราแตกจากมิตรด้วยคำส่อเสียด
ข้อนั้นไม่เป็นที่รักที่ชอบใจของเรา

อนึ่ง เราพึงยุยงผู้อื่นให้แตกจากมิตรด้วยคำส่อเสียด
ข้อนั้นก็ไม่เป็นที่รักที่ชอบใจแม้ของผู้อื่น

ธรรมข้อใด ไม่เป็นที่รักที่ชอบใจของเรา
ธรรมข้อนั้น ก็ไม่เป็นที่รักที่ชอบใจแม้ของผู้อื่น

ธรรมข้อใด ไม่เป็นที่รักที่ชอบใจของเรา
เราจะพึงประกอบผู้อื่นไว้ด้วยธรรมข้อนั้นได้อย่างไร

อริยสาวกนั้นพิจารณาเห็นดังนี้แล้ว
ตนเองย่อมงดเว้นจากปิสุณาวาจาด้วย
ชักชวนผู้อื่นเพื่อให้เว้นจากปิสุณาวาจาด้วย
กล่าวสรรเสริญคุณแห่งการงดเว้นจากปิสุณาวาจาด้วย

วจีสมาจาร ของอริยสาวกนั้น
ย่อมบริสุทธิ์โดยส่วนสามอย่างนี้



( ๖ )
พราหมณ์และคฤหบดีทั้งหลาย
อีกประการหนึ่ง
อริยสาวกย่อมพิจารณาเห็นดังนี้ว่า

ผู้ใดพึงพูดกะเราด้วยคำหยาบ
ข้อนั้นไม่เป็นที่รักที่ชอบใจของเรา

อนึ่ง เราพึงพูดกะผู้อื่นด้วยคำหยาบ
ข้อนั้นก็ไม่เป็นที่รักที่ชอบใจแม้ของผู้อื่น

ธรรมข้อใด ไม่เป็นที่รักที่ชอบใจของเรา
ธรรมข้อนั้น ก็ไม่เป็นที่รักที่ชอบใจแม้ของผู้อื่น

ธรรมข้อใด ไม่เป็นที่รักที่ชอบใจของเรา
เราจะพึงประกอบผู้อื่นไว้ด้วยธรรมข้อนั้นได้อย่างไร

อริยสาวกนั้นพิจารณาเห็นดังนี้แล้ว
ตนเองย่อมงดเว้นจากผรุสวาจาด้วย
ชักชวนผู้อื่นเพื่อให้งดเว้นจากผรุสวาจาด้วย
กล่าวสรรเสริญคุณแห่งการงดเว้นจากผรุสวาจาด้วย

วจีสมาจาร ของอริยสาวกนั้น
ย่อมบริสุทธิ์โดยส่วนสามอย่างนี้



( ๗ )
พราหมณ์และคฤหบดีทั้งหลาย
อีกประการหนึ่ง
อริยสาวกย่อมพิจารณาเห็นดังนี้ว่า

ผู้ใดพึงพูดกะเราด้วยถ้อยคำเพ้อเจ้อ
ข้อนั้นไม่เป็นที่รักที่ชอบใจของเรา

อนึ่ง เราพึงพูดกะผู้อื่นด้วยถ้อยคำเพ้อเจ้อ
ข้อนั้นก็ไม่เป็นที่รักที่ชอบใจแม้ของผู้อื่น

ธรรมข้อใด ไม่เป็นที่รักที่ชอบใจของเรา
ธรรมข้อนั้น ก็ไม่เป็นที่รักที่ชอบใจแม้ของผู้อื่น

ธรรมข้อใด ไม่เป็นที่รักที่ชอบใจของเรา
เราจะพึงประกอบผู้อื่นไว้ด้วยธรรมข้อนั้นได้อย่างไร

อริยสาวกนั้นพิจารณาเห็นดังนี้แล้ว
ตนเองย่อมงดเว้นจากสัมผัปปลาปะด้วย
ชักชวนผู้อื่นเพื่อให้งดเว้นจากสัมผัปปลาปะด้วย
กล่าวสรรเสริญคุณแห่งการงดเว้นจากสัมผัปปลาปะด้วย

วจีสมาจาร ของอริยสาวกนั้น
ย่อมบริสุทธิ์โดยส่วนสามอย่างนี้



อริยสาวกนั้น
ประกอบด้วยความเลื่อมใสอันไม่หวั่นไหว
ในพระพุทธเจ้า ในพระธรรม ในพระสงฆ์

ประกอบด้วยศีล
ที่พระอริยเจ้ารักใคร่แล้ว เป็นไปเพื่อสมาธิ

พราหมณ์และคฤหบดีทั้งหลาย
เมื่อใดอริยสาวก
ประกอบด้วยสัทธธรรม ๗ ประการนี้

เมื่อนั้น อริยสาวกนั้นหวังอยู่
ด้วยฐานะเป็นที่ตั้งแห่งความหวัง ๔ ประการนี้
พึงพยากรณ์ตนด้วยตนเองได้ว่า

เรามีนรก กำเนิดดิรัจฉาน วิสัยแห่งเปรต
อบาย ทุคติ วินิบาตสิ้นแล้ว

เราเป็นพระโสดาบัน
มีความไม่ตกต่ำเป็นธรรมดา
เป็นผู้เที่ยงแท้ที่จะตรัสรู้ในเบื้องหน้า


( บาลี – มหาวาร. สํ. ๑๙/๔๔๒-๔๔๖/๑๔๕๘-๑๔๖๕ )
เทียบเคียงพระไตรปิฎกบาลีสยามรัฐ กดที่นี้


Create by buddha-quote.com